Home Blog

คำศัพท์ที่ใช้กันในโรงแรม ไม่ยาก อ่านง่ายมาก

0

เรียนคำศัพท์ที่ใช้กันในโรงแรม (ไม่ยาก อ่านง่ายมาก 5 คำพอ)

ในวงการโรงแรมจะมีศัพท์ภาษาที่ใช้กันในวงการ หลักๆจะนำมาจากภาษาอังกฤษ บางโรงแรมเรียกทับศัพท์ไปเลย บางแห่งก็อาจจะมีคำเฉพาะไว้คุยกัน แต่โดยมากก็ใช้เหมือนกันครับ จริงๆมีเยอะมาก เราคัดมาที่ใช้และที่เห็นในการทำงานกับแวดวงการตลาดออนไลน์นะครับ

Allotment
หมายถึงห้องพักในโรงแรมที่มีการซื้อและถือครองจำนวนห้องโดยผู้จัดจำหน่ายเช่น Online Travel Agency, บริษัททัวร์ที่โรงแรมมี contract หรือตัวแทนการท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่ง Allotment นั้นปกติจะต้องมีการจัดสรรให้ลงตัว เพราะจำนวนห้องมีจำกัด
ตัวอย่าง โรงแรม WEsia มีจำนวนแบบห้องดีลักซ์ทั้งหมด 10 ห้อง เลยแบ่ง Allotment ให้บริษัททัวร์ไป 3 ห้องต่อวัน OTA 5 ห้องต่อวัน และเหลือไว้ 2 ห้องเผื่อสำหรับลูกค้าที่อาจจะ walk in เข้ามา หากวันนี้ไม่มีลูกค้าจองเข้ามาจากบริษัททัวร์ พนักงานก็จะทราบว่าเหลือ Allotment ว่าง 3 ห้อง ให้รีบเอาไปทำโปรโมชั่นของวันนี้ เป็นต้น

Blocked date
หมายถึงการบล็อกห้องที่ไม่พร้อมใช้งานไว้ ซึ่งสาเหตุอาจอาจจะมาจากเรื่องต้องทำความสะอาดหรือวานซ่อมบำรุง หากเราไม่บล็อกห้องไว้ก็อาจจะทำให้เกิดความผิดพลาด มีการขายห้องนั้นขึ้นมาโดยที่ลืมหรือไม่ได้แจ้งที่ Front desk ลูกค้าได้ห้องที่ไม่สมบูรณ์ นั่นคือปัญหาที่ต้องแก้กันเหนื่อยเลยครับ

Cancellation policy
ตามตัวเลยครับ มันคือการยกเลิกการจอง ความแตกต่างของนโยบายการยกเลิก จะมีแบบที่ยืดหยุ่นและไม่ยืดหยุ่น แบบยืดหยุ่น หรือ Flexible จะต้องแจ้งลูกค้าด้วยว่า ลูกค้าสามารถยกเลิกการจองได้ก่อนวันเข้าพักกี่วัน
ซึ่งผลของการตั้งไอ้ตัวการยกเลิกนี้ ปัจจุบันมีผลกับการตัดสินใจว่าจะจองหรือไม่จองค่อนข้างมาก ยิ่งโรงแรมที่ตั้งนโยบายให้ลูกค้าสามารถยกเลิกการจองได้ใกล้วันเข้าพักมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งได้รับความสนใจมาก เช่น ให้สามารถยกเลิกการจองได้ก่อนเข้าพัก 3 วัน จะน่าสนใจกว่า ให้ยกเลิกการจองก่อนเข้าพัก 7 วัน และแบบแรกก็จะมีราคาที่สูงกว่า
ส่วนอีกรูปแบบคือ ยกเลิกการจองแบบไม่ยืดหยุ่น หมายถึงห้ามยกเลิกการจองนั่นเอง หากลูกค้าต้องการยกเลิกจะต้องเสียเงินค่าจองห้องพัก นโยบายนี้มีข้อดีคือโรงแรมจะได้เงินมัดจำแน่ๆ แต่ข้อเสียคือลูกค้าจะรู้สึกถูกเอาเปรียบ จึงควรใช้เฉพาะช่วงวันที่มีความต้องการที่พักสูงมากๆเช่นช่วงเทศกาล หรือช่วงอีเวนต์สำคัญๆในพื้นที่นั้น

Children policy
คือโยบายของโรงแรมที่ต้องแจ้งเกี่ยวกับการให้เด็กพักห้องเดียวกับผู้ปกครอง โดยจะแจ้งว่า เด็กในช่วงอายุไหนให้พักกับผู้ปกครองฟรี และช่วงอายุไหนที่จะต้องเสียเงินเพิ่มเติม เงินที่ต้องเพิ่มคือค่าใช้จ่ายสำหรับที่นอนเสริมหรือค่าอาหารเช้า ที่พักบางแห่งอาจจะรับเฉพาะผู้เข้าพักที่เป็นผู้ใหญ่ ก็จะต้องแจ้งนโยบายในส่วนนี้ว่า “ผู้ใหญ่เท่านั้น” ส่วนใหญ่จะเป็นที่พักแนว Hostel ที่ต้องนอนรวมกันหลายคนในห้องเดียวครับ

CompSet
ถ้าแปลตรงๆก็คือชุดแข่งขันหรือคู่แข่งนั่นเองครับ โดยจะมีโรงแรมที่เราเลือกให้เป็นคู่แข่งโดยตรงกับโรงแรมของเราเอง จำนวนเท่าไหร่นั้นก็แล้วแต่ความละเอียดและจำนวนคู่แข่งในพื้นที่ของเรา บางคนอาจจะอยากเปรียบเทียบกับคู่แข่ง 10 แห่งรอบๆรัศมีไม่เกิน 10 กิโลเมตร หรือบางคนจะเปรียบเทียบตามระดับของที่พัก เช่น ต้องการเปรียบเทียบกับที่พักระดับโรงแรม 3 ดาวในโลเคชั่นนั้นๆ การเปรียบเทียบนั้นก็เพื่อนำมาประเมินว่าโรงแรมที่พักของเราจะสามารถต่อสู้ด้านราคาและประสิทธิภาพกับคู่แข่งได้หรือไม่ เพื่อมั่นใจในเรื่องการตั้งราคาและการมองเห็นใน OTA


เรียบเรียงและเพิ่มเติมจาก sabeeapp.com / ภาพประกอบจาก unsplash.com


10 สุดยอดการตลาดที่คนทำโรงแรมต้องรู้ (เวบไซต์ที่สร้าง direct booking)

0

เรื่องถัดมาที่โรงแรมรีสอร์ตที่พักทั้งหลายควรจะต้องหันมาใส่ใจกับมันได้แล้ว ก็คือเรื่องของเวบไซต์ (website) โรงแรมครับ

ก็มีแล้วนี้ จะต้องไปสนใจทำไมอีก – ใช่ครับมีแล้ว แต่หลังจากมีแล้วคุณทราบบ้างไหมว่ามีลูกค้าผ่านเข้าดูเดือนละกี่คน เข้ามาแล้วเค้าจะไปทางไหนต่อเพื่อสอบถามข้อมูล หรืออาจจะอยากจองเลย ว่าแต่คุณมีโปรโมชั่นหรือแพกเกจอะไรช่วยให้เค้าตัดสินใจได้ง่ายๆบ้าง จุดเด่นการมีเวบไซต์ที่ดีสำหรับโรงแรมที่พักของเรามีดังนี้ครับ

1. สมัยนี้ทุกช่องทางต้องสามารถขายห้องพักด้วยตัวมันเองได้ อย่าไปคิดว่าเวบไซต์มันคืออะไรที่อยู่นิ่งๆรอคนมาดู มันคือ “บ้าน” เป็นฐานของทุกๆแพลตฟอร์มออนไลน์ในปัจจุบัน เอาง่ายๆว่าถ้าเฟสบุ๊คโดนพักหรือใครมารีพอร์ต เพจเราอาจจะปลิวไปได้ง่ายๆทั้งที่เราลงโฆษณากับทางเฟสบุคไปเยอะมากๆ เหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นจริง แล้วยิ่งบางคนลงรูปลงคลิปไป ข้อมูลในนั้นไม่มีการซัพพอร์ตหรือ backup อะไรเลย น่าเสียดายนะครับถ้ามันจะหายไปหมดพร้อมกับเพจ อย่ากระนั้นเลย เราสร้างบ้านให้มั่นคงแข็งแรงแล้วค่อยขยับหาลูกค้าให้มาดูบ้านเราเพื่อที่จะขายห้องพักให้ลูกค้าโดยตรงเถอะครับ

2. เวบไซต์นั้นรองรับได้ทุกสิ่ง คุณจะใส่โปรโมชั่นเข้าไปกี่โปรเจคต์ จะใส่ภาพหรือคลิปเพื่อพรีเซ้นต์โรงแรมที่พักของคุณอย่างไรก็ได้ไม่มีกฏเกณฑ์อะไร ที่สำคัญคือไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชั่นหากมีลูกค้าเข้าไปชมเวบไซต์แล้วจองผ่านช่องทางต่างๆที่เราเตรียมไว้นำเสนอลูกค้า หรือแม้แต่จะใส่คำอธิบายการมายังที่พัก มาทางไหนได้บ้าง ต้องเดินไปทางไหนหรือบอกแท็กซี่ยังไง เราอธิบายลูกค้าเราได้หมดและได้ทุกภาษา เราอยากจะสื่อสารอะไรกับลูกค้าเราทำได้ และลูกค้าชอบมากๆด้วย เพราะมันคือช่องทางที่เขาสามารถติดต่อที่พักได้โดยตรงไม่ผ่านเอเย่นต์ตัวกลางที่นับวันจะสับสนและไม่รับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ

อยากนำเสนออะไร อยากพรีเซ้นอะไร ใส่ได้เต็มที่
จะขายกี่ห้อง จะขายอาหารพร้อมห้อง หรือจะขายกิจกรรมรวมแพกเกจ ทำได้ทุกสิ่ง

3. ถ้าเป็นไปได้ (และควรจะเป็นไปได้) คุณควรจะศึกษาเรื่องของระบบจองห้องพักที่สามารถนำมาเชื่อมต่อกับเวบไซต์ของเราได้ จุดสำคัญที่อยากจะบอกก็คือเวบไซต์โรงแรมส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีระบบที่สามารถให้ลูกค้าสามารถจองผ่านเวบไซต์ได้จริงๆ ตัวอย่างระบบที่เหมาะสมน่าจะมีไว้ เช่น มีระบบการจองที่ลูกค้าจ่ายบัตรเครดิตได้ หรือจ่ายทางตู้เอทีเอ็ม เคาเตอร์เซอร์วิส อะไรแบบนั้น หายากมากครับที่ลูกค้าจะจองเองได้เลยไม่ต้องแชทหรือโทรถาม ซึ่งหากคุณคิดว่ามันยุ่งยากมากจริงๆก็แนะนำว่าให้ใช้วิธีการโอนเงินโดนต้องคุยกับลูกค้าก่อน ซึ่งถ้าเป็นคนไทยก็สะดวกดีเราชอบแบบคุยกันก่อน แต่ชาวต่างชาติที่เค้าต้องการจองเองแล้วเค้าอยากได้ความมั่นใจจากระบบการจองที่มีมาตรฐานมากกว่าครับ เค้าไม่ค่อยจะแชทคุยอะไรมากมาย ถ้า option และ location ของโรงแรมได้ตามต้องการก็จองกันเลย เพราะฉะนั้นการเตรียมระบบให้พร้อมจึงสำคัญมากๆ

ระบบจองห้องพักที่ดีคือทุกสิ่งทุกอย่าง และมันจะรองรับลูกค้าโดยอัติโนมัติ แบบ no commission ให้กิจการของคุณ

4. หากเป็นโรงแรมใหญ่ การเพิ่มแผนกไอทีที่สามารถพัฒนาเวบไซต์ได้เองนับว่าคุ้มค่ามากในระยะยาว เช่นเดียวกันการจ้างฟรีแลนซ์มาช่วยงานสำหรับที่พักรายเล็กๆก็นับว่าคุ้มค่า เพราะเวบไซต์นั้นทำจบแล้วแทบจะจบเลย ที่เหลือคือการปรับปรุง เราจะไม่ค่อยเปลี่ยนหน้าตาและฟังก์ชั่นมันบ่อยๆกันนะครับ

5. about us ที่สามารถทำให้ลูกค้าอุ่นใจได้ว่าโรงแรมที่พักนี้มีตัวตนและกำลังให้บริการอยู่ การที่เรามีช่องทางการพูดคุยกับลูกค้าหลากหลาย ไม่ว่าจะโทรศัพท์ อีเมล์ Facebook messenger, Line, Whatsapp, Wechat การนำเสนอบริการที่เรามี รวมไปถึงที่อยู่บน google map ที่ชัดเจน เหล่านี้หากมีทุกอย่างครบการสื่อสารกับลูกค้าก็จบในเวบไซต์เท่านั้นไม่ต้องถามทางอื่นต่อให้วุ่นวายครับ


Cradit image : unsplash.com, pinterest.com, dribbble.com, xframe.io

วิลล่าริมน้ำปิง River Spirit, Greenery Villa

0

บางครั้งคุณอาจอยากนั่งเฉยๆมองฟ้ามองน้ำใบไม้สีเขียว แล้วปล่อยให้สายตาเลื่อนไหลลอยไปกับกระแสน้ำข้างหน้า พลันสายตาเหลือบไปเห็นผีเสื้อสีสวยลอยพริ้วผ่านมีจุดหมายที่ดอกไม้ชมพูแรกแย้ม จิบกาแฟหอมสดชื่น อ่านหนังสือเล่มโปรดหรือขีดเขียนวาดบางบนแทบเลท จากนั้นลุกเดินบนหญ้านุ่มเขียวสดพอคลายเมื่อยสบายเท้า สลับไปมาแบบนี้เกือบทั้งวัน

ห่างจากสนามบินเชียงใหม่ไม่เกิน 18 กม. ไปทางทิศใต้ผ่านบ้านถวายแหล่งผลิตงานหัตถกรรมชื่อดัง แล้วล่องไปตามลำน้ำไปอีกราว 2 กม.​ จะพบรีสอร์ตริมน้ำปิงแสนสบาย ชื่อสถานที่เหมือนแม่น้ำคือ “บ้านริมปิง” ที่ๆมีวิลล่าระเบียงกว้าง ต้นไม้เยอะ สะอาดไม่รกและสามารถทอดสายตาไปรอบๆกว้างๆ มีคาเฟ่และสระว่ายน้ำมีมุมให้นั่งเล่นเยอะ อยู่ได้ทั้งวันไม่น่าเบื่อ

วิลล่าริมน้ำปิง River Spirit, Greenery Villa เปิดให้เช่า
ราคาน่ารัก : รายวัน 1,300 บาท (มีอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน) ส่วนรายเดือน 16,000 บาท รวมค่าไฟฟ้าและน้ำประปาให้ด้วยแล้ว

ห้องพักตกแต่งสไตล์ Northern Thailand เมืองเหนือทรงเสน่ห์ สามารถเลือกนอนเตียงใหญ่ระดับคิงไซส์ หรือเตียงคู่หากไม่อยากรบกวนคนที่มาด้วยกัน จุดสำคัญคือระเบียงโล่ง นั่งชมวิวแม่น้ำกว้างๆสนามหญ้าสวยๆชวนวิ่งเล่น เด็กๆเล่นชิงช้าและที่นั่งชิลๆได้เรื่อยๆ คาเฟ่ เปิดให้บริการทุกวัน สระว่ายน้ำ Outdoor ช่วยให้คุณได้ออกกำลังยามบ่าย

สนใจอยากเข้าไปชมห้องและสถานที่ก่อนตัดสินใจ ทักแชทมา (กดปุ่มแชทที่มุมขวาล่าง) หรือแอดไลน์มาคุยที่ @hotelo.guru

10 สุดยอดการตลาดที่คนทำโรงแรมต้องรู้ (การตลาดส่วนบุคคล one-to-one marketing)

0

อยากมีลูกค้าจองเข้าพักจนต้องร้องขอชีวิต!! อยากมีขาประจำที่กลับมาใช้บริการโรงแรมเราเรื่อยๆ อยากได้ไอเดียการทำการตลาดออนไลน์-ออฟไลน์ ต้องลองอ่านบทความชุดนี้ครับ สรุปมาจาก ebook ของทางเวบไซต์ revfine.com โดยเพิ่มเติมข้อคิดเห็นจากประสบการณ์การทำ digital marketing ให้กับที่พักโรงแรมหลายๆที่ของผู้เขียนเข้าไปด้วย น่าจะทำให้คนทำงานสายโรงแรมเอาไอเดียไปต่อยองานการตลาดเพื่อให้ยอดการจอง (booking) เพิ่มขึ้น
ซึ่งการจะทำให้ “ว่าที่ลูกค้า” ประทับใจในคุณภาพที่พักและการบริการนะครับ มันค่อนข้างจะซับซ้อนและใช้ระบบการจัดการเยอะมาก 10 ข้อต่อไปนี้ อาจจะช่วยให้เรายกระดับให้มันดียิ่งขึ้นครับ

เรื่องแรก เราควรโฟกัสไปที่การตลาดส่วนบุคคล (one-to-one marketing)

การคลาดส่วนบุคคลนี้หากเป็นสมัยก่อนเราต้องใช้ความจำและความเอาใจใส่ของฟร้อนต์กับผู้จัดการแผนกต้อนรับ  (Front Office Manager) เป็นหลักเลยนะครับ มันคือการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการนั่นเอง การที่เราจำชื่อลูกค้าได้ รู้ว่าเขาชอบห้องแบบไหน มันคือการสร้างความประทับใจเล็กๆน้อยๆที่พนักงานควรต้องทำ และเพราะแต่ละคนย่อมมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน การจะบริการอะไรๆแบบเดิมอย่างที่เคยทำคงไม่เพียงพอ ยิ่งปัจจุบันนี้ที่พักมีเยอะมากๆ การแข่งขันสูงลิบ การจะดึงเอาลูกค้าคนเก่าให้กลับมาพักกับเราในครั้งถัดไป มันต้องใส่ความพิเศษเข้าไปอีกขั้น

ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจจะลงรายละเอียดลูกค้าคู่รักหนุ่มสาวว่าเขาไม่อยากให้ใครไปรบกวนระหว่างเข้าพักไม่ว่าจะทำความสะอาดหรือ morning call หากคุณนำเสนอให้คู่รักนั้นสามารถทานอาหารเช้าได้ไม่ว่าจะออกมาทานกี่โมงโดยจะยังมีอาหารเซตพิเศษให้ทั้งคู่ด้วย นี่น่าจะได้ใจไปเต็มๆ 

หรือลูกค้าที่มาเป็นครอบครัว หากเข้าไปพูดคุยแล้วเสนออาหารสำหรับเด็ก เสนอเพิ่มเตียง extra ให้จะได้นอนสบายๆ รับรองว่าหากครอบครัวนี้มาเที่ยวแถวนั้นอีกโรงแรมคุณจะได้รับการรับเลือกอย่างแน่นอน (ตรงนี้สัมพันธ์กับระบบ crm ของโรงแรมที่พักด้วยว่าตอบโจทย์ลูกค้ามากแค่ไหน) 

แต่การที่จะให้พนักงานจำทุกสิ่งย่อมเป็นไปไม่ได้และคงไม่ทั่วถึงเพราะคนเราความต้องการไม่เหมือนกันแน่นอน การเลือกซอฟแวร์หรือแอพลิเคชั่นมาใช้งานเพื่อเสริมการทำงานส่วนนี้ต้องเข้ากันและดีจริงๆสำหรับที่พักเรา เรื่องราคาก็ต้องเหมาะสมด้วยครับ ระบบ crm ที่ดีสำหรับที่พักแนวเกสต์เฮ้าส์ (guest house) หรือ บูทีคโฮเทล (Boutique hotel) อาจจะใช้เพียงระบบ PMS (Property Management System) หรือแม้แต่กรอก excel รายละเอียดลูกค้าแต่ละราย (แบบนี้เหนื่อยหน่อยครับ) เพื่อจะจำให้ได้ว่าลูกค้าแต่ละคนเค้าชอบอะไร อยากได้อะไร และนำเสนอลูกค้า ซึ่งอาจจะต้องมีการ meeting กันรายวันเพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน

กับคำถามที่ว่า เรื่องเหล่านี้จะทำไปทำไม? เราจำลูกค้าของเราได้ …​ ใช่ครับเราจำได้แน่ แต่จำได้ไม่กี่คนครับ และพนักงานใหม่ที่เพิ่งเข้ามาช่วยงานก็คงไม่รู้เรื่องกับเราแน่ๆ การสร้างระบบตรงนี้จึงจำเป็นมากๆ ในการจะเริ่มต้นการทำการตลาดแบบ one to one (แม้แต่คุณทำงานคนเดียวถ้าลองใช้ซอฟแวร์หรือแอพลิเคชั่นแนว PMS จะพบว่ามันทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นจริงๆครับ)

สมมุติสถานการณ์ : คุณ A เป็นเซลขายโทรศัพท์มือถือที่วิ่งงานมาจังหวัดเราทุกเดือน คุณ A จะเข้าพบลูกค้าก่อน จากนั้นทานข้าวเย็นและดึกหน่อยถึงจะนอนพักผ่อน พอพนักงานต้อนรับ หรือฟร้อนต์ ได้คุยแล้วทราบว่าหากคุณ A จะมาจังหวัดนี้ครั้งนึงก็จะพัก 3-4 วัน ทีนี้ก่อนคุณ A จะ check out ทางผู้จัดการการตลาดอาจจะแจ้งให้พนักงานหรือผู้จัดการค้อนรับ ลองให้ข้อเสนอคุณ A ว่ามาครั้งหน้าเราเสนอแพกเกจแบบ 3 คืนฟรี 1 คืนให้ เก็บเบอร์โทร และไลน์ id ของคุณ A พร้อมกับสอบถามว่าครั้งหน้าน่ามาเมื่อไหร่ คุณ A ปฎิเสธไม่ลงจึงรับ digital gift vochure เซฟเก็บไว้ในมือถือ

ถึงตอนนี้คุณ A ก็จะเป็นหนึ่งใน Regular Customer หรือลูกค้าขาประจำของเราแล้ว และหากเราตั้งเป้าว่าจะมีลูกค้าขาประจำซัก 30-40% ในช่วง Low Season และ 20% ใน High Season เราก็พอจะพยากรณ์ยอดขายรายปีได้ คาดการณ์และวางแผนเรื่องการเตรียมห้องพัก และที่สำคัญคือ เราไม่ต้องเสียค่าการทำตลาดใดๆให้กับลูกค้ากลุ่มนี้ครับ

แน่นอนครับว่าเรื่องพวกนี้มันไม่ง่าย ต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้ แต่หากที่พักของคุณมีลูกค้ามาเข้าพักเรื่อยๆอยู่แล้ว การจะปล่อยพวกเขาไปให้ไปพักที่อื่นตอนพวกเขามาเที่ยวหรือทำงานครั้งต่อไปมันน่าเสียดายมากนะครับ ลองนึกถึงค่าคอมมิชชั่นทางการตลาด ที่คุณต้องเสียไปต่อการเข้าพักของลูกค้าแต่ละรายดูสิครับ ทุกๆครั้ง กำไรของเราก็จะโดนแชร์ให้เอเย่นต์ตัวกลาง (ปกติก็อยู่ที่ 15-20% ถ้ารวมโปรโมชั่นก็ลากไปถึง 50-70% กันเลย) ซึ่งระยะยาวคงจะส่งผลเสียต่อผลประกอบการแทนที่จะสร้างกำไรให้กับกิจการครับ


เรียบเรียงจาก : revfine.com 
ภาพประกอบ : phocuswire.com, digitalhotelier.com, blog.thehotelsnetwork.com, hotelfriend.com

เคล็ด (ไม่) ลับสำหรับนักท่องเที่ยวมือโปร แล้วคุณจะรักการไปเที่ยวขึ้นอีกเยอะ [ 2 ]

0

ความสนุกสนานยามได้ไปเที่ยวอาจจะลดน้อยลงหากเราไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย เสื้อผ้าไม่ครบ ของใช้ไม่พอ หลงทาง (ถ้าสมัยก่อนมี google map เรื่องนี้นี่ประจำเลย) หรือแม้กระทั่งตกรถตกเครื่องไปไม่ทันเช็คอิน ทั้งหมดแก้ไขได้ด้วยการเตรียมความพร้อมวางแพลนเที่ยวที่เหมาะสม มันช่วยได้เยอะมากจริงๆ

เคล็ดไม่ลับข้อถัดไป สำหรับคืนแรกที่เราไปถึงที่พัก หากสามารถทำได้ ควรเดินไปร้านอาหารใกล้ๆโรงแรมเพื่อทานอาหารค่ำ และหลีกเลี่ยงการขับรถไปทานข้างนอกค่ะ เหตุผลก็คือเพื่อให้คุณคุ้นเคยกับพื้นที่รอบๆโรงแรมก่อน แต่หากจะขับรถคุณต้องเตรียมหาทางกลับโดย GPS ไว้ เพราะสัญญาณอินเตอร์เน็ทอาจจะใช้งานไม่ได้ก็เป็นได้

แล้วถ้ารอบๆไม่มีอะไรกินเลยล่ะ นั่นก็เพราะคุณไม่วางแผนก่อนไงล่ะ ก่อนจองโรงแรม ถ้าเป็นต่างประเทศควรอีเมล์สอบถามว่ารอบๆมีร้านอาหารไหมและเปิดเวลาไหนบ้าง หากเป็นต่างจังหวัดก็โทรคุยกับฟร้อนท์เลยดีที่สุดครับ และอย่างที่กล่าวไว้คือไปถึงแล้วก็ควรเดินเล่นรอบๆโรงแรมและหาอะไรทานแถวนั้น แน่นอน รอบๆโรงแรมที่คุณพักก็ควรจะมีสถานที่ที่พอจะเดินเที่ยวได้ เพราะเราไปเที่ยวไม่ได้ไปทำงานนี่ครับ

สนิทสนมกับพนักงานที่ล๊อบบี้ให้มากๆ พวกเค้าช่วยคุณได้ทุกเรื่องจริงๆ

จากนั้นเมื่อเข้าที่พัก สิ่งแรกที่คุณต้องทำหลังจากเช็คอินคือตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ทั้งหมดทำงานได้อย่างดี เช่น เครื่องเป่าผมมีไหม เครื่องปรับอากาศทำงานหรือเปล่า ตู้เย็นทีวีไฟเข้าดีไหม และอื่น ๆ หากบางอย่างไม่ทำงานตามปกติ ให้ไปหาพนักงานต้อนรับเพื่อขอให้แก้ไขครับ รวมทั้งควรจะเปิดก๊อกน้ำร้อนและวัดเวลาที่ใช้ในการทำน้ำร้อน วิธีนี้จะช่วยให้คุณทราบว่าต้องใช้เวลาเท่าไรในการอาบน้ำตอนเช้า โรงแรมบางแห่งใช้น้ำร้อนจากส่วนกลาง (บ้านเรานิยมติดเครื่องทำน้ำร้อนในห้องน้ำเลย)

บ่อยครั้งที่เราแค่เอาของไปวางแล้วก็ออกไปเที่ยวเลย โดยที่ไม่ได้เช็คน้ำเช็คไฟใดๆ พอกลับมาก็พบว่าน้ำไหลกระปริบกระปรอยหรือมีไฟบางดวงเปิดไม่ติด ก็ต้องนอนไปทั้งอย่างนั้น เคสหนักที่สุดที่ผมเคยเจอคือเตียงไม้มันพังครับ ตอนนั้นเช็คอินเสร็จก็ออกไปทานข้าว กลับมาสี่ห้าทุ่มอาบน้ำเรียบร้อยจะนอน ล้มตัวลงปั๊บเสียงเตียงลั่นดังมากและตัวเองก็หล่นลงไปพร้อมกับฟูก การย้ายห้องตอนเที่ยงคืนนั้นเป็นอะไรที่ไม่สนุกเลยจริงๆครับ เพราะฉะนั้นควรเช็คทุกสิ่งให้เรียบร้อยก่อนเข้าพักจะเป็นเรื่องที่สมควรมากๆ


ภาพประกอบ : unsplash.com

เคล็ด (ไม่) ลับสำหรับนักท่องเที่ยวมือโปร แล้วคุณจะรักการไปเที่ยวขึ้นอีกเยอะ [ 1 ]

0

ในช่วงชีวิตหนึ่งของคุณ คุณคิดว่าได้ใช้เวลาในห้องพักของโรงแรมโดยประมาณกี่วันกันคะ? มีนักเดินทางที่ใช้เวลาทั้งชีวิตมากกว่า 1,000 คืนในโรงแรมหลายๆ แห่งทั่วโลก และต่อไปนี้เป็นการเรียนรู้สิ่งที่ไม่ควรจ่ายเพิ่มเวลาจองห้องพัก และวิธีที่ทำให้การพักผ่อนในโรงแรมสุขสบายมากขึ้น ดิฉันพร้อมจะเปิดเผยเคล็ดลับของการเข้าพักที่โรงแรมและแมนชั่น ที่ตัวเองและนักเดินทางท่านอื่น ๆ ได้รวบรวมไว้ เชื่อได้ว่าข้อมูลนี้จะช่วยพัฒนาทักษะการเดินทางของคุณสำหรับการเดินทางครั้งต่อไปอย่างแน่นอนค่ะ

เรื่องแรก เมื่อเช็คอินที่โรงแรม เราสามารถขอให้พนักงานพาคุณไปดูห้องจริงก่อนได้ เพราะแต่ละห้องอาจไม่เหมือนกัน บางห้องมีอ่างอาบน้ำ มีระเบียงที่วิวดีกว่า หรือมีห้องที่กว้างขวางกว่าทั้งที่เป็นห้องประเภทเดียวกันและราคาเท่ากัน ดังนั้นคุณสามารถสอบถามที่ฟร้อนท์ได้เลยค่ะ นอกจากนี้คุณอาจจะลองสมัครโปรโมชั่นพิเศษของโรงแรมนั้นๆก่อน โดยเข้าไปดูในเวบไซต์หรือดีลต่างๆในเฟสบุคแฟนเพจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว มันมีประโยชน์กับคุณแน่นอนค่ะ

ตัวอย่างเช่น ดิฉันซื้อบัตรโปรโมชั่นเมมเบอร์ของเครือโรงแรมใหญ่แห่งนึง ทำให้ทุกคืนวันที่ 5 (นอนมาแล้ว 4 คืน) ดิฉันจะได้พักฟรี และสามารถพาลูกค้าคนที่สองไปพักได้ฟรี เดี๋ยวนี้ที่โรงแรมรีสอร์ทบางแห่งจะมีส่วนลดที่ไม่เท่ากันในแต่ละวันค่ะ หรืออาจจะได้รับการอัพเกรดห้องพักด้วยนะถ้าจองภายในวันเดียวกัน

การโทรติดต่อสองสามวันก่อนการเข้าพัก บอกชื่อ วันเดือนปีที่จองห้องพัก เพื่อขอส่วนลดหรือสิทธิพิเศษจากพนักงานโดยตรงก็เป็นอะไรที่ได้ผลค่ะ คุยกับเค้าดีๆหวานๆนะคะ เค้ามีอะไรในมือจะบอกคุณแน่นอนค่ะ อย่างเช่น (ห้องชั้นบนมีผนังสำหรับกันเสียงรบกวน หรือเมนูอาหารพิเศษดีๆราคาไม่แพง เป็นต้น ) คำขอของคุณจะทำให้ได้สิทธิพิเศษหรือห้องพักที่ดีขึ้น เคล็ดลับนี้ได้ผลถึง 85% เลยนะคะ

อีกเรื่องก็คือเว็บไซต์รวบรวมที่พัก (Online Travel Agency พวก booking/agoda) จะเก็บเงินค่าคอมมิชชั่นจากลูกค้าและจากโรงแรม ดังนั้นวิธีในการจองห้องพักในราคาถูกที่สุดคือใช้เว็บไซต์ของโรงแรม หรือโทรสอบถามตรงกับทางโรงแรมก่อน เพื่อเปรียบเทียบราคากันก่อนนะคะ

โรงแรมผีสิงมีจริงๆเหรอเนี่ย

0

ตอนที่คุณเสิชหาอะไรใน Google เวลาที่คุณพิมพ์อะไรก็ตามลงในบล็อก ให้สังเกตมั้ยครับว่ามันจะมี คำอื่นๆที่เกี่ยวข้องโพสต์ขึ้นมาด้วย ตรงนี้แหละที่เราเรียกว่า google suggestion  มันหมายถึงสิ่งที่ผู้คนพิมพ์เพื่อค้นหาบ่อยบ่อยใน Google เกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ

ทีนี้ถ้าโรงแรมของคุณมันดันมีคำประมาณว่า [โรงแรม …… ผีสิง] นี่เรื่องใหญ่เลยนะครับโดยเฉพาะโรงแรมเก่าๆทั้งหลายหรือรีสอร์ทที่ตกแต่งแนวโบราณโบราณหน่อย

แล้วอย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องตลก เพราะคนไทยเรากลัวเรื่องพวกนี้จริงๆครับ ถ้ามันโผล่ขึ้นมาแบบนี้เราควรจะทำยังไงดี


1. อันดับแรกเซิร์ชหาชื่อโรงแรมของคุณแล้วดูว่ามันแนะนำคำพวกนี้มาด้วยหรือเปล่า ถ้ามีก็รีบเข้าไปดูเลยครับเพื่อจะดูว่าในแต่ละเว็บเค้าพูดถึงโรงแรมเรายังไงบ้าง บางครั้งก็จะเป็นกระทู้ถามในพันทิป บางครั้งก็มีคนเขียนอยู่ในบล็อก ถ้าเป็นในพันทิปแนะนำว่าให้คุณล็อกอินเข้าไปเพื่อตอบคำถามจากนั้น แก้ไขสถานการณ์ด้วยการตอบกลับว่าคุณคือใครและทำไมถึงมีข่าวเรื่องนี้ คุณอาจจะตอบว่าโรงแรมเปิดมาเกือบ 30 ปีแล้วและกำลังจะปรับปรุงจึงทำให้บางอย่างดูเก่าไม่ทันสมัยแต่ยืนยันว่าไม่มีเรื่องเหนือธรรมชาติแบบนั้นอย่างแน่นอน แถมคุณยังทำบุญโรงแรมอยู่ทุกๆปีเรื่องประเภทนี้รับรองไม่มีทางเกิดจากนั้นก็ลองข่มขวัญคนที่เอาชื่อโรงแรมเราไปทำเสียๆหายๆ ด้วยการตักเตือนเข้าไปว่าการนำชื่อโรงแรมของเราไปพูดถึงในทางไม่ดีอาจจะพิจารณาฟ้องได้

search มาเจอโรงแรมเรามีข่าวแบบนี้ถ้าเราไม่มีผีจริงๆก็ต้องออกสื่อกันหน่อยนะครับ อย่าปล่อยผ่าน

2. ทีนี้กลับมาดูโรงแรมของเราเองว่ามันน่ากลัวอย่างที่เขาว่าจริงหรือเปล่าถ้ามันน่ากลัวจริงคุณอาจจะต้องตกแต่งใหม่ทาสีใหม่หรือเพิ่มเติมอะไรบางอย่างให้มันดูทันสมัย แล้วก็ถ่ายภาพลงในเว็บไซต์ของตัวเองในโอทีเอและอื่นๆเพื่อให้ภาพลักษณ์ดูดีขึ้น
คนเรานั้นเวลาต้องไปนอนแปลกที่แปลกทางมักจะกลัวตัวเองเสมอ และผมสังเกตว่าคนที่บอกว่าตัวเองโดนผีหลอกในโรงแรมนั้น จะไปที่ไหนเค้าก็เห็นอะไรแบบนี้อยู่ร่ำไป ประมาณว่าอยู่ที่ไหนฉันก็เห็น 

หลังจากที่เราปรับปรุงภาพลักษณ์ของโรงแรมเรียบร้อยแล้วค่ะและเข้าไปตอบคำถามรวมทั้งแก้ไขข้อสงสัยในเว็บพันทิปหรือในบล็อกต่างๆทั้งหมดหลังจากนี้ก็น่าจะเริ่มมีคอมเม้นต์ที่ดีดีและทับถมจนกระทั่งเรื่องผีในโรงแรมมันหายไปครับ

บางทีมันก็เป็นภาพจำของคน บางครั้งมันก็อยู่ที่ภาพลักษณ์ของโรงแรมจริงๆ ถ้าอย่างหลังคงต้องปรับปรุงกันหนักๆ

3. ที่สำคัญอย่าละเลยเป็นอันขาดเพราะผมเคยเห็นบางโรงแรมไม่สนใจจะมาตอบคอมเม้นต์ใดใดทั้งใน Google หรือในโอทีเอต่างๆ จนกระทั่งภาพลักษณ์ของโรงแรมกลายเป็นโรงแรมผีสิงอย่างสมบูรณ์แบบถ้าผมเป็นคนเดินทางจะไปพัก อ่านเจอรีวิวแบบนี้ผมก็คงเผ่นครับ ประมาณว่า “ทำไมเจ้าของโรงแรมถึงไม่ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เค้าเลยบอกให้เค้ามาเดินเพ่นพ่านอย่างนี้ไม่ได้นะคะ” หรือ โรงแรมนี้โรงแรมในตำนานเลยครับผมเคยเจอมาแล้วโดนกระชากขาตกจากเตียงหลังจากนั้นก็ไม่ไปนอนอีกเลย

บางทีก็เข้าใจได้ว่านั่นอาจจะเป็นการปั่นแกล้งกันทำให้ชื่อเสียงโรงแรมของเราเสียหายก็เป็นได้นะครับ ฝากเอาไว้สำหรับคนทำโรงแรมให้ระมัดระวังเรื่องเหล่านี้ด้วย หมั่นเข้าไปดูเรื่องที่คนพูดถึงโรงแรมที่พักของเราในโลกออนไลน์กันบ่อยๆนะครับ.


เรื่องหลอนๆแต่ดันทำให้โรงแรมดังจนคนแห่ไปนอนกันก็มี ตามอ่านกันได้ที่นี่
https://travel.mthai.com/hotel-review/39143.html
หรือจะเรื่องโชคร้ายจากความสะเพร่าของโรงแรมก็มี
https://www.sanook.com/news/5020626/


ภาพประกอบ : unsplash.com, google, 10best.com

5 เทคนิคการจัดการคอมเม้นต์แย่ๆใน Online Travel Agency

0

เข้าใจว่าโรงแรมทุกแห่ง น่าจะเคยทำงานกับ Online Travel Agency (OTA) พวก Booking Agoda Epedia กันมานะครับ เคยพูดคุยและสอบถามมามักจะได้ความเห็นที่ตรงกันจากบรรดาพนักงานโรงแรมว่าเว็บไซต์พวกนี้ช่างเหมือนกับฝันร้ายของพนักงาน เพราะอะไร?
ถ้าได้คนคอมเม้นต์ดีก็ไม่มีปัญหา แต่คนเราร้อยพ่อพันแม่  บางครั้งก็ให้คอมเม้นต์มาแบบไม่ตรงกับความเป็นจริง บางครั้งก็ให้ร้ายพนักงาน และลูกค้าบางคนก็เรื่องเยอะจนพนักงานปั่นป่วนไปหมด 
นักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่ชอบอ่านรีวิวก่อนไปเที่ยว ก็จะเชื่อคอมเม้นต์ซะด้วยสิ ที่สำคัญโรงแรมหลายแห่งไม่มีคนจัดการกับคอมเม้นต์ ทำให้มีคอมเม้นต์ที่ไม่ดีเพิ่มมากขึ้นก็ยิ่งทำให้โรงแรมเสียภาพลักษณ์มากขึ้นๆ

OTA อยู่ได้ด้วยคอมเม้นต์ครับ

รีวิวดีๆจะทำให้คนอยากมาพัก ส่วนรีวิวแย่ๆใครจะมากัน !! สำหรับเรา ต่ำกว่า 7.5 ถือว่าแย่ สำหรับที่พักทุกระดับ

สำหรับโรงแรมที่ประสบความสำเร็จกับ OTA หลายๆเจ้า อะไรคืองานสำคัญที่พวกเค้าต้องทำ

1. ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่ต้องจัดการเป็นอย่างแรก คือคอมเม้นต์แย่ๆ คุณควรจะจัดการตอบกลับความคิดเห็นในเชิงลบให้เร็วที่สุด แล้วพยายามอธิบายสิ่งที่เค้าคอมเม้นต์มาด้วยจิตใจที่สงบนิ่ง^^   ควรตอบคำถามในคอมเม้นเชิงลบทั้งหมด

นักท่องเที่ยวท่านอื่นที่มาอ่านทีหลัง จะได้เกิดความรู้สึกสองอย่างคือ หนึ่ง โรงแรมแห่งนี้มีความรับผิดชอบต่อความรู้สึกของลูกค้า และสอง โรงแรมแห่งนี้มีความเป็นมืออาชีพสามารถตอบความคิดเห็นในเชิงลบได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ข้อสองสำคัญมากนะครับ ทำให้ว่าที่ลูกค้าไว้ใจว่าปัญหาของเค้าจะได้รับความสำคัญจากทางโรงแรม

แต่ก็อย่าลืมว่า แม้คุณตอบคอมเม้นต์ในเชิงลบได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้ปรับปรุงบริการอะไรที่เค้าคอมเม้นต์มา จากนั้นแค่คนถัดไปที่เข้ามาพัก คอมเม้นต์เหมือนเดิมเรื่อยเรื่อยและเรื่อยเรื่อย คุณก็จะไม่มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไปในโลกของ OTA 

จะว่าไปบางคนเค้าก็ไม่สนใจเลยนะครับว่าใครจะบอกอะไรในนี้ แต่นั่นก็เป็นเพราะ เค้าเป็นธุรกิจที่มีลูกค้าขาประจำอยู่แล้ว ถ้าคุณยังไม่มีก็ต้องอดทนทำต่อไป (ถึงอย่างนั้นก็ควรใส่ใจบ้างอยู่ดี)

ถ้าเจอแบบนี้ต้องรีบแก้ไขที่พนักงานครับ นั่งคุยกันนะ

2. สร้างแรงจูงใจให้กับตัวคุณเองและพนักงาน แล้วก็จัดคนสำหรับการตอบคำถามเหล่านั้น มันก็ต่อเนื่องจากข้อแรกครับ ถ้าคุณไม่มีคนมารับผิดชอบอะไรตรงนี้ ก็จะมีความคิดเห็นที่ต้องตอบกลับ สะสมไปเรื่อยๆ แล้วคุณก็ไม่ตอบสักที มันก็เป็นดินพอกหางหมู 

เพราะฉะนั้นควรสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน เช่นอาจจะมีรางวัลแล้วเล็กน้อยน้อยให้เขาหรือลองตั้งเป้าหมายว่าพาได้รับคอมเม้นต์ที่ดีมากขึ้นจำนวนเท่าไหร่ ก็อาจจะให้รางวัลเป็นพิเศษ อาจจะไม่ต้องเป็นเงินก็ได้ครับ สั่งพิซซ่ามาทานด้วยกันวันนี้ เค้าก็น่าจะแฮปปี้แล้ว (แต่ที่เจอมา พนักงานบอกว่าขอโบนัสดีกว่า 55+)

3. เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่ผู้คนมักจะอ่านรีวิวก่อนตัดสินใจจองห้องพักหรือใช้บริการอะไรซักอย่าง แต่พวกเขาจะอ่านคอมเม้นต์นั้น ไม่เกินสองหน้าหรือสามหน้าเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นคอมเม้นต์ที่เป็นเชิงบวกที่มาใหม่ๆ และขึ้นหน้าแรก จะมีอิทธิพลอย่างมากกว่าคอมเม้นต์เชิงลบจากคนที่เคยรีวิวไปเมื่อนานมาแล้ว เพราะฉะนั้นจำไว้เสมอว่าไม่ว่าจะโดนด่าแค่ไหนแต่ถ้ามีรีวิวเชิงบวกกับเขามาเรื่อยๆ มันจะมีอิทธิพลมากกว่า รีวิวเชิงลบ ที่อยู่หน้าท้ายๆ

เจอแบบนี้เข้าไปก็ลำบากเพราะเจ้าของไม่ได้อยู่บริเวณที่พักด้วย คุณควรจะขอโทษเป็นอันดับแรกแล้วแจ้งว่าจะชดเชยลูกค้ายังไงได้บ้าง

4. ควรจะอัพเดทโพรไฟล์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ มันจะมีผลเวลาที่ลูกค้าเข้ามาอ่านดูไฟล์รูปภาพของคุณ แล้วเมื่อตัดสินใจใช้บริการ ได้เจอของจริงเป็นแบบในรายละเอียดและจากรูปที่เห็น 

เนื่องจากว่าโรงแรมจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมออยู่แล้ว หากมีข้อมูลที่ถูกต้องและมีรูปภาพล่าสุดโพสต์ลงไปมากมาย ก็จะสามารถทำให้ความคาดหวังของลูกค้าตรงกับประสบการณ์ที่ได้รับ 

เมื่อมาพักจริง ลูกค้าพึงพอใจ คุณก็จะได้รับการวิจารณ์การคอมเม้นต์ที่ถูกต้อง และเป็นคอมเม้นต์ที่ดี แต่หากประสบการณ์ของลูกค้าไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่ตรงกับภาพที่นำเสนอไป เนื่องจากว่าคุณลืมหรือไม่มีเวลามาอัพเดท ก็เตรียมรับกับคอมเม้นเชิงลบได้เลยครับ

รูปโรงแรมสวยๆแบบนี้ ถ้าไม่ค่อยได้อัพเดท บางทีก็โดนต่อว่า ยิ่งชาวตะวันตกที่ซีเรียสเรื่องแบบนี้เค้าจะ complain หนักใน OTA คุณต้องตอบให้ดีและอัพเดทรูปบ่อยๆ

5. ออกแบบคำถามสำหรับลูกค้าที่เข้าไปก็พักแล้ว ให้เค้าช่วยคอมเม้นต์สิ่งดีดีหรือมีความคิดเห็นอะไรเกี่ยวกับโรงแรม เพราะถ้าคุณไม่บอกเค้าก็ไม่ทำ ซึ่งคนที่ทำส่วนใหญ่ ก็จะเป็นคนที่มักจะให้คอมเม้นเชิงลบมากกว่า ทำไมเป็นแบบนั้น  จริงๆแล้วนี่ก็เป็นหลักจิตวิทยาง่ายๆ ถ้าเราไม่พอใจอะไร เราก็มักจะคอมเม้นต์ในช่องทางที่ทำให้องค์กรหรือกิจการนั้นให้ได้รู้สึกต้องแก้ไข แต่หากเราพอใจในเชิงบวก ถ้ามันไม่มากพอ เราก็มักจะเฉยๆกับการให้คอมเม้นต์ ยกเว้นเสียแต่ว่าได้รับการร้องขอจากองค์กรนั้น 

ไม่ว่าพนักงานจะเก่งภาษาเพียงใด มี EQ สูงเท่าไหร่ แต่คุณก็ควรมีรูปแบบคำตอบที่เป็นมาตรฐาน ให้พนักงานใช้ copy-paste เพื่อตอบลูกค้าครับ

อันนี้ก็ยกเว้นโรงแรมที่บริการเป็นสุดยอดอาหารอร่อยมากมีโลเคชั่นที่ดีเยี่ยม แบบนั้นก็ไม่ต้องสงสัยว่าจะได้คอมเม้นต์ดีดีจำนวนมากอยู่แล้ว แต่หากว่าโรงแรมของคุณไม่ได้เป็นแบบนั้น ก็จงออกแบบคำถาม เพื่อที่จะให้พนักงานนำไปขอร้องแขกที่มาพักให้ขอช่วยคอมเม้นต์ในทางเสนอแนะให้หน่อย  อาจจะติดสินบนสักหน่อยก็ได้ อย่างเช่น ทานผลไม้ หรือมอบ gift voucher บางอย่างที่เราก็ได้รับฟรีมา ให้ตอนเช็คเอาท์เลยครับ ถึงเวลานั้น บางสิ่งที่เขาอาจจะไม่พอใจ เขาก็ไม่เขียนลงไปแล้วแหละ

ทั้ง 5 ข้อ เป็นวิธีการที่ทำได้แน่นอนสำหรับโรงแรมทุกแห่ง ในการที่จะทำให้ได้รับคอมเม้นต์ รีวิว ที่ดีๆ จากนักท่องเที่ยวที่ใช้งาน Online Travel Agency ทั้งหลาย และความสม่ำเสมอเป็นเรื่องสำคัญ เดี๋ยวนี้โรงแรมที่พักเกิดใหม่ขึ้นมากมาย ถ้าคุณละเลยก็หมายความว่าที่พักของคุณจะถูกดันลงไปอยู่หน้าท้ายๆ ขณะที่คู่แข่งเขาอยู่หน้าแรก แล้วใครจะถูกเลือกจากลูกค้ากันล่ะครับ : )

เรียบเรียงจาก+ภาพประกอบ : agoda.com , freepik.com, https://blog.gastfreund.net/